วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

โยเกิร์ตทำมาจากอะไร

 ภาพโดย   www.acfs.go.th

          สวัสดีครับเพื่อนๆนักอ่านทุกคน วันนี้ผมจะพาเพื่อนๆไปรู้จักกับ ซุปเปอร์โยเกิร์ต ที่ผมต้องเรียกว่าซุปเปอร์โยเกิร์ตก็เพราะ ว่า โยเกิร์ตนั้นเป็นอาหารยอดนิยมที่ชาวโลกรู้จัก ทั้งนี้เพราะโยเกิร์ตมีประโยชน์ต่อร่างกาย มีรสชาดที่อร่อย ทานได้ทุกเพศทุกวัย เรียกได้ว่าทั้งอร่อยและมีประโยชน์กันเลยทีเดียว แต่มีหลายคนสงสัยว่า โยเกิร์ตนั้นคืออะไร ทำมาจากอะไร มีต้นกำเนิดมาจากที่ไหน ประโยชน์ของสิ่งนี้นั้นดีจริงหรือไม่ แล้ว มีมากมายขนาดไหน ผมจะพาทุกคนไปรู้จักพร้อมๆกันเลยครับ
แต่ก่อนที่ผมจะพาเพื่อนๆที่ไปสิ่งต่างๆโยเกิร์ตนั้น เรามารู้จักความหมายและต้นกำเนิดกันก่อนดีกว่าว่าเป็นอย่างไร


ความหมายของคำว่าโยเกิร์ต

ภาพโดย   www.unigung.com

             โยเกิร์ต คือ ผลิตภัณฑ์นมซึ่งผ่านขบวนการหมัก  ทำให้มีรสเปรี้ยวและมีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว  ซึ่งมีต้นกำเนิดแถวเทือกเขาคอเคซัสของรัสเซียในโยเกิร์ตจะประกอบด้วยแบคทีเรียหลักๆ 2 ชนิดด้วยกันคือ Streptococcus thermophilus  และ  Lactobacillus bulgaricus ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้จะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนนมให้เป็นโยเกริ์ตนอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการเติมแบคทีเรีย Bifido  และ  Lactobacillus casei ในโยเกิร์ตเพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารอีกด้วย คุณค่าทางอาหารของโยเกิร์ตนั้นจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตในโยเกิร์ตในขณะที่รับประทาน  ดังนั้นขบวนการผลิต การบรรจุ การเก็บ  ตลอดจนการขนส่ง ล้วนแล้วแต่มีผลต่อคุณภาพของโยเกิร์ต  ถึงแม้ว่าจะไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนในการกำหนดคุณภาพของโยเกิร์ต แต่โยเกิร์ตที่ดีควรมีแบคทีเรียที่ยังมีชีวิต 100 ถึง 1000 ล้านตัวต่อปริมาณโยเกิร์ต 1 มิลลิกรัม


ประวัติความเป็นมาของโยเกิร์ต

 ภาพโดย   www.ohzaa.com

           โยเกิร์ตเป็นผลิตภัณฑ์นมหมัดชนิดหนึ่ง มีได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้บริโภคทั่วโลก ทำให้มีชื่อเรียกขานแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแหล่งที่ใช้เป็นสถานที่ผลิต จากการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จึงทำให้พอสันนิษฐานได้ว่า ถิ่นกำเนิดแรกเริ่มของโยเกิร์ต  น่าจะอยู่ในประเทศตะวันออกกลางแล้วจึงแพร่เข้ามาทางตะวันตกเข้าสู่ยุโรปและวกขึ้นไปทางเหนือจนถึงสาธารณรัฐมองโกเลีย ซึ่งต้นกำเนิดของโยเกิร์ตนั้นยังไม่ทราบอย่างแน่ชัด แต่คาดว่ามาจากทวีปเอเชียโดยชาวเติร์กโบราณ อย่างไรก็ตาม มีข้อแย้งว่าน่าจะมาจากแถบบอลข่าน ซึ่งเป็นที่อยู่ชาวเพรานิยมผลิตนมเปรี้ยวที่ชื่อ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นโยเกิร์ต ชาวสลาฟได้นำวิธีมาปรับปรุง จนทำให้โยเกิร์ตกลายเป็นอาหารของชาติสลาฟไปในที่สุด โดยเกิร์ตในยุคเริ่มต้นเตรียมขึ้นในประเทศบัลแกเรีย โดยใช้นมแพะหรือนมโคต้มจนมีของแข็งในนมสูงขึ้น บ่มไว้ที่ 40-45 องศาเซลเซียสโดยใช้นมเปรี้ยวจากครั้งก่อนเป็นหัวเชื้อ และเพื่อให้อุณหภูมิคงที่ หม้อบรรจุนมหมักจะถูกห่อไว้ด้วยขนเฟอร์และวางไว้ในเตาอบ 8-10 ชั่วโมง จนกระทั่งเกิดเป็นก้อนที่มีลักษณะเนียน มีความหนืดค่อนข้างสู เนื้อแน่น และจับกันเป็นก้อน


อ้างอิงจาก

ที่มา : www.winkgang.com
        : www.goodHeaith.com


ประโยชน์จากการรับประทานโยเกิร์ตและข้อแนะนำในการทาน

หลังจากที่เพื่อนๆได้รู้ถึงความหมายของคำว่า โยเกิร์ต และ ต้นกำเนิดของโยเกิร์ตกันไปแล้ว ต่อไปก็จะเป็นการบอกถึงคุณประโยชน์ของโยเกิร์ตที่มีต่อร่างกายในด้านต่างๆ รวมถึงจะพาเพื่อนไปรู้จักวิธีการกินที่เหมาะสมอีกด้วย

 อะไรที่อยู่ในโยเกิร์ต


ภาพโดย www.thaigoodview.com

คือแบคทีเรีย ในกลุ่ม lactic acid bacteria
เชื้อสองชนิดนี้จะใช้น้ำตาลแลกโทส (lactoseในนม เป็นแหล่งพลังงาน และสร้างกรดแลกติก (lactic acidรวมทั้งสารที่ให้กลิ่นรสออกมา กรดแลกติกที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้เคซีน (caseinซึ่งเป็นโปรตีนหลักในนม สูญเสียสภาพธรรมชาติ (protein denaturationทำให้เกิดการรวมตัวกัน และตกตะกอนลงบางส่วน นอกจากนี้อนุภาคเคซีนบางส่วนยังไปเกิดปฏิกิริยากับแอลฟา-แลคตาลบูมิน (alpha -lactalbuminและ บีตา-แลคโตโกลบูลิน ( beta-lactoglobulinซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ในหางนม ทำให้เกิดเจล (gelซึ่ง ร่างแหองค์ประกอบที่มีความคงตัวและ
เชื้อสองชนิดนี้เกื้อกูลกัน การใช้เชื้อสองชนิดร่วมกัน จะผลิตโยเกิร์ตได้รวดเร็ว มีกลิ่น และรสชาดดีกว่าใช้เชื้อชนิดใดชนิดหนึ่งดังนี้
  • Streptococcus thermophilus เจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 40 ซ ในสภาพที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำหรือไม่มีออกซิเจน จะเปลี่นน้ำตาลแลคโตส (lactose)น้ำนม เป็นกรดอินทรีย์ ได้แก่กรดแลคติก (lactic acidและยังสร้างกรดฟอร์มิก (formic acidทำให้ pH ลดลง ประมาณ 5.5 ซึ่งส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในกลุ่มLactobacillus
  • Lactobacillus bulgaricus เจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 40-45 ซ สามารถเปลี่ยนกรดแลคติกเป็นอะเซติลดีไฮด์ (acetyldehyde) ซึ่งเป็นสารให้กลิ่นรสของโยเกิร์ต และ สร้างเอนไซม์ โปรติเอส (proteaseซึ่งจะย่อยโปรตีน (protien) ในนม ให้ได้กรดอะมิโน (amino acidโดยเฉพาะฮีสติดีน (histidineซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของStreptococcus thermophilus
  • แบคทีเรียอื่นที่อาจใช้ในการผลิตโยเกิร์ตได้แก่ ไบฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) แล็กโตบาซิลลัส อะซิโดฟิลัส (Lactobacillus acidophilus) ในโยเกิร์ตจะยังมีจุลินทรีย์ใช้ในการหมักบ่มที่มีชีวิตคงเหลืออยู่

ประโยชน์จากการรับประทานโยเกิร์ต


ภาพโดย www.thaigoodview.com


1. โยเกิร์ตย่อยง่ายกว่านม
     สาวๆ  หลายคนร้องอี้เมื่อได้ยินคำว่านม  ก็เพราะว่าดื่มนมทีไรมีอันต้องวิ่งเข้าห้องน้ำกันแทบไม่ทันกันเลยทีเดียว  นั่นเพราะว่าคุณนั้นไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสที่อยู่ในน้ำนมได้  แต่ถ้าคุณหันมาทานโยเกิร์ตรับรองได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องท้องเสียอย่างแน่นอนจ้า  เพราะขั้นตอนการทำโยเกิร์ตนั้นน้ำตาลแลตโตสจะถุกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกาแลคโตสและกลูโคส  โยเกิร์ตจึงทานง่ายแถมยังย่อยง่ายไร้ปัญหา


2. โยเกิร์ตดีต่อลำไส้
     โยเกิร์ตประกอบไปด้วยแบททีเรียแลตโตบาซิลัสมากมาย  ที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ของเราโดยตรงเลยล่ะ  เพราะว่าเจ้าแบทีเรียตัวนี้จะไปช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้  แถมยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคต่างๆ  ที่เกี่ยวกับลำไส้อีกด้วย


3. โยเกิร์ตช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย
     มีการวิจัยมาแล้วนะว่าการทานโยเกิร์ตวันละ 2 ถ้วยนานติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือนรับรองว่าแบททีเรียตัวดีในโยเกิร์ตนั้นจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายของคุณให้แข็งแรงขึ้นอีกหลายเท่า  แล้วก็ไม่ป่วยง่ายอีกด้วย


4. โยเกิร์ตช่วยลดเชื้อราฆ่าเชื้อโรค
     เชื่อไหมว่าการทานโยเกิร์ตทุกวันจะสามารถช่วยลดเชื่อราที่ช่องคลอดได้  แถมลดการติดเชื้อที่ช่องคลอดได้อีกต่างหาก  สาวคนไหนกลุ้มเฮดกับเรื่องเชื้อราของน้องหนูเราอยู่นั้น  ลองหันมาทานดูสิ  รับรองว่าหายเป็นปลิดทิ้งเลย  นอกจาดนี้แล้วยังช่วยให้ช่วงมีประจำเดือนทุกครั้งควรทานโยเกิร์ตเป็นประจำด้วยเราะสะพคุณของเจ้าโยเกิร์ตนี้จะช่วยลดเชื้อรานั้นเอง  แล้วก็ช่วยกำจัดเชื้อโรคในช่องคลอดเราด้วย


5. โยเกิร์ตอุดมไปด้วยแคลเซียม
     โยเกิร์ตถ้วยโปรดของคุณนั้นอุดมไปด้วยแคลเซียมแบบเต็มเปี่ยมถ้วยเลยแหละ  เผลอๆ  มากกว่าวะด้วยซ้ำ  ทานบ่อยๆ  ก็จะเป็นการเพิ่มแคลเซียมให้กับร่างายเรา  แถมยังช่วยดูดซึมแคลเซียมได้ดีอีกด้วย  ฟันธงเลยแหละว่าทานบ่อยๆ  ห่างไกลโรคกระดูกพรุนแน่นอนครับ


6. โยเกิร์ตช่วยลดกลิ่นปาก  ฟันผุ  โรคเหงือก
     มีการวิจัยจากแดนปลาดิบโน้นว่า  การเลือกทานโยเกิร์ยสูตรไร้น้ำตาลนั้นจะช่วยลดอาการกลิ่นตุๆ  ที่ปากได้  นอกจากนี้แมงก็ไม่มีทางกินฟันให้ผุแน่นอน  แถมยังไม่มีโรคเหงือกให้เจ็บปวดเล่นอีกด้วยล่ะ  ขอบอกนิดๆ  น่ะว่าที่เราไม่มีกลิ่นมากนั้นก็เนื่องมาจาก แบททีเรียสองสหายทั้งแลคโตบาซิลลัสและสเตร็ปโตค็อสคัส  ต่างช่วยกันขยันขันแข็งทำลายปริมาณไฮโดรเจนซัสไฟด์ที่เป็นต้นเหตุของอาการกลิ่นปากนั้นเอง


7. โยเกิร์ตช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
     แบททีเรียตัวเก่งอย่างแลลโตบาซิลัสที่ทมีอยู่เยอะแยะในโยเกิร์ตนั้น  ขอบอกว่าเจ้าตัวนี้เก่งมากๆ เพราะว่าสามารถช่วยควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอลและกลีเซอร์ไรด์ในกระแสเลือดเราไม่ให้สูงเกินไปได้  ทำให้เราไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจนั่นเอง


กินโยเกิร์ตอย่างไร           


  ภาพโดย lifestyle.th.msn.com

       1.กินเป็นของว่างทุกวัน จะช่วยให้คุณอิ่ม และมีพลังงานมากกว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีแคลอรีพอ ๆ กัน 
          2.กินโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ส่วนใหญ่แล้วจะแต่งกลิ่นผลไม้ และเติมน้ำตาล ดังนั้น เลือกรสธรรมชาติดีกว่า
          3.มิกซ์แอนด์แมตช์ หากคุณเบื่อการกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ลองเติมผลไม้สด หรือใช้โยเกิร์ตแทนน้ำสลัดก็ได้
          4.อย่าซื้อโยเกิร์ตที่มีน้ำตาล มีแป้งข้าวโพด หรือผ่านการพาสเจอไรซ์ เพราะกระบวนการดังกล่าวจะฆ่าเชื้อโปรไบโอติกส์ ซึ่งนั่นจะลดประโยชน์ของโยเกิร์ตอย่างมาก




อ้างอิงจาก

ที่มา : www.kapook.com
         : www.sanook.com
         : www.foodnetworksolution.com



โยเกิร์ตในชีวิตประจำวัน

          หลังจากที่เพื่อนๆได้รู้ถึงคุณประโยชน์และช่วงที่เหมาะสมของการกินโยเกิร์ตกันไปแล้วนะครับ ต่อจากนี้ก็จะเป็นการแนะนำการทำโยเกิร์ตที่เพื่อนๆสามารถทำทานเองได้ที่บ้าน การใช้ประโยชน์ของโยเกิร์ตกับผิวของเรา ทั้งยังมีวิธีเลือกซื้อโยเกิร์ตที่เหมาะสมกับตนเองอีกด้วยครับ รู้อย่างนี้แล้วเพื่อนๆก็อย่ารอช้าดีกว่า ไปอ่านกันเลยยนะจ๊ะ ^^
วิธีการทำโยเกิร์ตแบบง่ายๆ ที่ทำเองได้ที่บ้าน

ภาพโดย www.bansuanporpeang.com

เป็นวิธีสำหรับผู้ที่ต้องการผลิตโยเกิร์ตทานเองที่บ้าน มีวิธีการทำที่จะแนะนำดังนี้
ส่วนผสมสำหรับโยเกิร์ต ประมาณ 500 ml.
           1. นมสดพาสเจอร์ไรส์ หรือนม UHT เป็นแบบธรรมดา หรือพร่องไขมันก็ได้ 425 g. หรือ 2 ถ้วยตวง
           2. นมผงแบบนมผงธรรมดาหรือนมผงขาดมันเนย 75 g. หรือ 5 ช้อนโต๊ะ
           3. โยเกิร์ตถ้วยรสธรรมชาติ 75 g. หรือครึ่งถ้วยโยเกิร์ต
วิธีการทำ
           1. ตุ๋นนมในหม้อตุ๋น หรือใช้หม้อสองใบซ้อนกัน ใบนอกใส่น้ำต้มให้น้ำเดือดและใบในใส่นม (เพื่อไม่ให้นมไหม้)
           2. พอนมเริ่มอุ่น ละลายนมผงลงในน้ำนม
           3. ให้ความร้อนกับน้ำนมที่อุณหภูมิ 95C เป็นเวลา 5 นาที ถ้าไม่มีที่สัดอุณหภูมิให้ดูลักษณะของน้ำนมที่ร้อนจนคล้ายนมใกล้เดือดแล้วจับเวลา
           4. ยกลง ลดความร้อนของน้ำนมลงโดยใช้น้ำเย็นไหลผ่านด้านนอกของภาชนะที่ใช้ต้มนม หรือแช่ในน้ำแข็ง จนอุณหภูมิของนมอยู่ที่ประมาณ 45C หรืออุ่นพอที่จะทนได้เมื่อทดสอบโดยการหยดนมลงบนหลังมือ
           5. เติมโยเกิร์ตรสธรรมชาติลงไปในน้ำนม คนเบา ๆ ให้เข้ากัน
           6. ปิดฝา บ่มทิ้งไว้ที่อุณหภูมิ 43C เป็นเวลา 4-6 ชั่วโมง ถ้าไม่มีตู้บ่มสามารถใช้กล่องโฟมหรือกล่องที่สามารถเก็บความร้อนได้ใส่น้ำนมนั้นและบ่มเป็นเวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง หรือบ่มไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 8-10 ชั่วโมง จนกว่าจะได้เนื้อโยเกิร์ตที่เปรี้ยมตามที่ต้องการ

การใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆจากโยเกิร์ต

         หลายคนคงสงสัยว่านอกจากเราจะได้คุณประโยชน์ทางสารอาหารจากการทานโยเกิร์ตแล้ว ยังมีวิธีใหนอีกบ้างที่น่าจะใช้ประโยชน์จากโยเกิร์ตได้ ผมก็เลยจะพาเพื่อนๆไปรู้จักวิธีใช้ประโยชน์จากโยเกิร์ตอีก วิธีที่นิยมใช้กันมาก จะเป็นวิธีเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์แบบไหน มีเรื่องราวที่น่าสนใจแค่ไหน ไปอ่านต่อกันเลยครับ > <

การบำรุงผิวหน้าด้วยโยเกิร์ต
  
ภาพโดย www.tegclub.com

โยเกิร์ตให้ประโยชน์อะไรกับผิวหน้าเราบ้าง 
ในโยเกิร์ตมีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสและแลคติค ที่ช่วยกำจัดสิ่งปกปรกบนรูขุมขน ลดสิวผดและความมันให้น้อยลง ทั้งยังมีวิตามินบีที่ช่วยบำรุงผิวหน้าให้ชุ่มชื่น เนียนสดใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เปลี่ยนผิวหน้าที่เคยหมองคล้ำหยาบกร้านให้สวยขึ้นได้ และโยเกิร์ตก็ยังมีราคาที่ไม่แพง
วิธีการพอกหน้า
 ล้างทำความสะอาดผิวหน้าและมือให้สะอาด จากนั้นให้เลือกใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย(ต้องแช่ตู้เย็นเพื่อเพิ่มชุ่มเย็นและประสิทธิภาพให้โยเกิร์ต) ทาให้ทั่วใบหน้าแล้วจึงใช้ปลายนิ้วนวดเบา ๆ ประมาณ 20 นาทีหรือรอจนแห้ง แล้วล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น ซึ่งวิธีนี้สามารถพอกบำรุงผิวหน้าได้ทุกวัน *(อาจผสมอย่างอื่น ลงไปได้นะครับ เช่น น้ำผึ้ง เกลือ ผสมลงไปกับโยเกิร์ตเล็กน้อย) วิธีนี้สามารถใช้ได้ทุกส่วนของร่างกายเลยนะครับ

การบำรุงผมด้วยโยเกิร์ต
ภาพโดย pr.ladytips.com

โยเกิร์ต คือหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมที่มีแคลเซียมสูง มีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์อีกเพียบ แถมยังมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ช่วยในเรื่องการขับถ่ายด้วย นอกจากเรื่องกินแล้วก็ยังนำมาผสมเป็นมาส์กและสครับสำหรับผิวได้ด้วย แต่ไม่ใช่แค่ผิวพรรณเท่านั้นนะคะ โยเกิร์ตรสธรรชาติไม่ผ่านการปรุงแต่งใด ๆ ยังดีต่อเส้นผมของเราอีกมาก ๆ ด้วย มาลองใช้โยเกิร์ตบำรุงผมดูบ้างก็ดีนะ ผมจะได้รับประโยชน์เต็ม ๆ ดัง 6 ข้อต่อไปนี้เลย 

1. ทำให้ผมแข็งแรงขึ้น
โปรตีนจากนมมีประโยชน์ที่วิเศษสุดสำหรับเส้นผม ทำให้เส้นผมแข็งแรงขึ้น แถมกรดแลคติกจากโยเกิร์ตยังกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือดที่หนังศีรษะ เส้นผมจึงได้รับอาหารหล่อเลี้ยงดีขึ้น ผมจึงแข็งแรงสุขภาพดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะ 

2. ผมเปล่งประกายได้เต็มที่
นอกจากบำรุงให้ผมแข็งแรง โยเกิร์ตยังช่วยเพิ่มความน้ำหนักให้เส้นผมได้อย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อมาส์กผมด้วยโยเกิร์ตอย่างสม่ำเสมอผมที่ชี้ฟูจะดูลดลงได้ แถมยังหมดห่วงได้เลยว่าไม่มีสารเคมีที่ผสมมาอาจจะตกค้างแล้วทำร้ายเส้นผมในระยะยาวแน่นอน

3. บำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น
หากคุณกำลังมองหาวิธีที่จะเพิ่มความชุ่มชื้นให้เส้นผมได้ โยเกิร์ตนี่แหละที่จะให้คุณได้อย่างที่ต้องการ มันช่วยเติมความชุ่มชื้นให้เส้นผม เส้นผมจึงอ่อนนุ่มปัญหาผมกระด้างและพันกันจึงลดลง ลองมาส์กผมด้วยโยเกิร์ต 20 นาทีแล้วสระตามปกติ หรือมาส์กด้วยโยเกิร์ตผสมไข่แดงสัก 10 นาทีดูนะครับ

ภาพโดย www.beauty-veiw.com

4. ผมชี้และแตกปลายจะหายไป
ด้วยคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นแก่เส้นผม ปัญหาผมชี้ฟูและแตกปลายจึงค่อย ๆ จากไปจากคุณ เพียงใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติกับมะละกอสุกที่ผสมกันเนียนละเอียดจนเป็นครีม ใช้หมักผม 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ ดูนะจ๊ะ

5. สู้ปัญหารังแค
 เมื่อโยเกิร์ตสดจับคู่กับน้ำมะนาวจะกลายมาส์กชั้นดีที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับปัญหารังแคและอาการคันหนังศีรษะ ทำให้หนังศีรษะรู้สึกสะอาดสดชื่นโดยที่ไม่แห้งเกินไปด้วยค่ะ
 >>> เห็นไหมละครับว่า โยเกิร์ตนั้นมีประโยชน์มากมายขนาดไหน จนเรียกได้ว่าป็น ซุปเปอร์โยเกิร์ตเลยใช่ใหมล่ะ รู้อย่างนี้แล้วเพื่อนก็อย่ารอช้ารีบไปหามาทานกันเลยดีกเพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายเราแข็งแรงแล้วก็ยังมีรสชาดที่อร่อยอีกต่างหาก ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อนๆก็ต้องพิจารณาดีๆก่อนซื้อด้วยนะ แล้วต้องทานในสัดส่วนที่เหมาะสมถึงจะได้ประที่คุ้มค่ากับการรับประทาน ซุปเปอร์โยเกิร์ต  ^ ^
เทคนิคการเลือกซื้อโยเกิร์ตที่ถูกต้อง
ภาพโดย evhiver.exteen.com

- ควรเลือกซื้อโยเกิร์ตที่มีวันผลิตใกล้เคียงกับวันที่ซื้อมากที่สุด หรือให้วันหมดอายุเหลือเวลานานหลายวัน

- เลือกซื้อรสธรรมชาติดีกว่าชนิดที่มีการปรุงแต่ง จะได้รับคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า

ภาพโดย www.manager.co.th

- ถ้าอยากได้คุณค่าโปรตีนหรือแคลเซียม ควรเลือกดื่มนมสด (รสจืด) ดีกว่า เพราะราคาถูกและคุณค่าทางโภชนาการดีกว่า

- แม้จะเป็นโยเกิร์ตรสธรรมชาติ แต่ทุกยี่ห้อมีน้ำตาล การอ้างว่าไขมันต่ำหรือไม่มีไขมันไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย โยเกิร์ต 1 ถ้วยที่นำมาทดสอบให้พลังงานระหว่าง 80-150 กิโลแคลอรี ถ้าอยากลดน้ำหนัก ให้กินอาหารหลักในปริมาณพอดีและงดโยเกิร์ตจะดีกว่า

- คนที่สุขภาพแข็งแรง และกินอาหารที่ดีมีประโยชน์อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกินโยเกิร์ตก็ได้

ข้อสุดท้าย นมเปรี้ยวชนิดพร้อมดื่ม (UHT) ได้รับความนิยมมากที่สุดเพราะรสชาติอร่อย แต่ไม่แนะนำให้ซื้อ โดยเฉพาะกับเด็กวัยเติบโต
เพราะนำนมพร่องมันเนยหรือหางน้ำนมมาหมักด้วยจุลินทรีย์แล้วแต่งด้วยสี กลิ่น หรือน้ำผลไม้ เพื่อปรุงแต่งรสชาติ ปริมาณโปรตีนจะลดลงเพราะถูกเจือจางด้วยน้ำ และได้รับน้ำตาลทรายเพิ่มขึ้น เพื่อให้รสหวานถูกลิ้นคนไทย


รู้ข้อมูลแล้วลองพิจารณากันดูว่าโยเกิร์ตแบบไหนเหมาะตัวเองกันนะครับ



อ้างอิงจาก
ที่มา : www.horapa.com
        : www.webnaijai.com
        : www.kapook.com
        : www.sanook.com