หลังจากที่เพื่อนๆได้รู้ถึงความหมายของคำว่า
โยเกิร์ต และ ต้นกำเนิดของโยเกิร์ตกันไปแล้ว
ต่อไปก็จะเป็นการบอกถึงคุณประโยชน์ของโยเกิร์ตที่มีต่อร่างกายในด้านต่างๆ
รวมถึงจะพาเพื่อนไปรู้จักวิธีการกินที่เหมาะสมอีกด้วย
อะไรที่อยู่ในโยเกิร์ต
ภาพโดย www.thaigoodview.com
- แล็กโตบาซิลลัส
บัลการิคัส (Lactobacillus bulgaricus)
- สเตรปโตค็อกคัส
เทอร์โมฟิลัส (Streptococcus
thermophilus)
เชื้อสองชนิดนี้จะใช้น้ำตาลแลกโทส (lactose) ในนม
เป็นแหล่งพลังงาน และสร้างกรดแลกติก (lactic acid) รวมทั้งสารที่ให้กลิ่นรสออกมา
กรดแลกติกที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้เคซีน (casein) ซึ่งเป็นโปรตีนหลักในนม
สูญเสียสภาพธรรมชาติ (protein
denaturation) ทำให้เกิดการรวมตัวกัน และตกตะกอนลงบางส่วน
นอกจากนี้อนุภาคเคซีนบางส่วนยังไปเกิดปฏิกิริยากับแอลฟา-แลคตาลบูมิน (alpha
-lactalbumin) และ บีตา-แลคโตโกลบูลิน ( beta-lactoglobulin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ในหางนม
ทำให้เกิดเจล (gel) ซึ่ง
ร่างแหองค์ประกอบที่มีความคงตัวและ
เชื้อสองชนิดนี้เกื้อกูลกัน
การใช้เชื้อสองชนิดร่วมกัน จะผลิตโยเกิร์ตได้รวดเร็ว มีกลิ่น
และรสชาดดีกว่าใช้เชื้อชนิดใดชนิดหนึ่งดังนี้
- Streptococcus
thermophilus เจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 40 ซ ในสภาพที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำหรือไม่มีออกซิเจน
จะเปลี่นน้ำตาลแลคโตส (lactose)น้ำนม เป็นกรดอินทรีย์ ได้แก่กรดแลคติก (lactic acid) และยังสร้างกรดฟอร์มิก
(formic acid) ทำให้ pH ลดลง ประมาณ 5.5 ซึ่งส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในกลุ่มLactobacillus
- Lactobacillus bulgaricus เจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 40-45 ซ
สามารถเปลี่ยนกรดแลคติกเป็นอะเซติลดีไฮด์ (acetyldehyde) ซึ่งเป็นสารให้กลิ่นรสของโยเกิร์ต และ สร้างเอนไซม์ โปรติเอส (protease) ซึ่งจะย่อยโปรตีน
(protien) ในนม ให้ได้กรดอะมิโน (amino acid) โดยเฉพาะฮีสติดีน
(histidine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของStreptococcus
thermophilus
- แบคทีเรียอื่นที่อาจใช้ในการผลิตโยเกิร์ตได้แก่ ไบฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) แล็กโตบาซิลลัส อะซิโดฟิลัส (Lactobacillus acidophilus) ในโยเกิร์ตจะยังมีจุลินทรีย์ใช้ในการหมักบ่มที่มีชีวิตคงเหลืออยู่
ประโยชน์จากการรับประทานโยเกิร์ต
ภาพโดย www.thaigoodview.com
1. โยเกิร์ตย่อยง่ายกว่านม
สาวๆ
หลายคนร้องอี้เมื่อได้ยินคำว่านม
ก็เพราะว่าดื่มนมทีไรมีอันต้องวิ่งเข้าห้องน้ำกันแทบไม่ทันกันเลยทีเดียว
นั่นเพราะว่าคุณนั้นไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสที่อยู่ในน้ำนมได้
แต่ถ้าคุณหันมาทานโยเกิร์ตรับรองได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องท้องเสียอย่างแน่นอนจ้า
เพราะขั้นตอนการทำโยเกิร์ตนั้นน้ำตาลแลตโตสจะถุกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกาแลคโตสและกลูโคส
โยเกิร์ตจึงทานง่ายแถมยังย่อยง่ายไร้ปัญหา
2. โยเกิร์ตดีต่อลำไส้
โยเกิร์ตประกอบไปด้วยแบททีเรียแลตโตบาซิลัสมากมาย
ที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ของเราโดยตรงเลยล่ะ
เพราะว่าเจ้าแบทีเรียตัวนี้จะไปช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้
แถมยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับลำไส้อีกด้วย
3. โยเกิร์ตช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย
มีการวิจัยมาแล้วนะว่าการทานโยเกิร์ตวันละ 2 ถ้วยนานติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือนรับรองว่าแบททีเรียตัวดีในโยเกิร์ตนั้นจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายของคุณให้แข็งแรงขึ้นอีกหลายเท่า
แล้วก็ไม่ป่วยง่ายอีกด้วย
4. โยเกิร์ตช่วยลดเชื้อราฆ่าเชื้อโรค
เชื่อไหมว่าการทานโยเกิร์ตทุกวันจะสามารถช่วยลดเชื่อราที่ช่องคลอดได้
แถมลดการติดเชื้อที่ช่องคลอดได้อีกต่างหาก
สาวคนไหนกลุ้มเฮดกับเรื่องเชื้อราของน้องหนูเราอยู่นั้น
ลองหันมาทานดูสิ รับรองว่าหายเป็นปลิดทิ้งเลย
นอกจาดนี้แล้วยังช่วยให้ช่วงมีประจำเดือนทุกครั้งควรทานโยเกิร์ตเป็นประจำด้วยเราะสะพคุณของเจ้าโยเกิร์ตนี้จะช่วยลดเชื้อรานั้นเอง
แล้วก็ช่วยกำจัดเชื้อโรคในช่องคลอดเราด้วย
5. โยเกิร์ตอุดมไปด้วยแคลเซียม
โยเกิร์ตถ้วยโปรดของคุณนั้นอุดมไปด้วยแคลเซียมแบบเต็มเปี่ยมถ้วยเลยแหละ
เผลอๆ มากกว่าวะด้วยซ้ำ ทานบ่อยๆ
ก็จะเป็นการเพิ่มแคลเซียมให้กับร่างายเรา
แถมยังช่วยดูดซึมแคลเซียมได้ดีอีกด้วย ฟันธงเลยแหละว่าทานบ่อยๆ
ห่างไกลโรคกระดูกพรุนแน่นอนครับ
6. โยเกิร์ตช่วยลดกลิ่นปาก
ฟันผุ โรคเหงือก
มีการวิจัยจากแดนปลาดิบโน้นว่า
การเลือกทานโยเกิร์ยสูตรไร้น้ำตาลนั้นจะช่วยลดอาการกลิ่นตุๆ ที่ปากได้
นอกจากนี้แมงก็ไม่มีทางกินฟันให้ผุแน่นอน
แถมยังไม่มีโรคเหงือกให้เจ็บปวดเล่นอีกด้วยล่ะ ขอบอกนิดๆ
น่ะว่าที่เราไม่มีกลิ่นมากนั้นก็เนื่องมาจาก แบททีเรียสองสหายทั้งแลคโตบาซิลลัสและสเตร็ปโตค็อสคัส
ต่างช่วยกันขยันขันแข็งทำลายปริมาณไฮโดรเจนซัสไฟด์ที่เป็นต้นเหตุของอาการกลิ่นปากนั้นเอง
7. โยเกิร์ตช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
แบททีเรียตัวเก่งอย่างแลลโตบาซิลัสที่ทมีอยู่เยอะแยะในโยเกิร์ตนั้น
ขอบอกว่าเจ้าตัวนี้เก่งมากๆ
เพราะว่าสามารถช่วยควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอลและกลีเซอร์ไรด์ในกระแสเลือดเราไม่ให้สูงเกินไปได้
ทำให้เราไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจนั่นเอง
กินโยเกิร์ตอย่างไร
ภาพโดย lifestyle.th.msn.com
1.กินเป็นของว่างทุกวัน
จะช่วยให้คุณอิ่ม และมีพลังงานมากกว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีแคลอรีพอ ๆ กัน
2.กินโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ส่วนใหญ่แล้วจะแต่งกลิ่นผลไม้ และเติมน้ำตาล ดังนั้น
เลือกรสธรรมชาติดีกว่า
3.มิกซ์แอนด์แมตช์ หากคุณเบื่อการกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ลองเติมผลไม้สด หรือใช้โยเกิร์ตแทนน้ำสลัดก็ได้
4.อย่าซื้อโยเกิร์ตที่มีน้ำตาล มีแป้งข้าวโพด หรือผ่านการพาสเจอไรซ์ เพราะกระบวนการดังกล่าวจะฆ่าเชื้อโปรไบโอติกส์ ซึ่งนั่นจะลดประโยชน์ของโยเกิร์ตอย่างมาก
อ้างอิงจาก
ที่มา : www.kapook.com
: www.sanook.com
: www.foodnetworksolution.com
3.มิกซ์แอนด์แมตช์ หากคุณเบื่อการกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ลองเติมผลไม้สด หรือใช้โยเกิร์ตแทนน้ำสลัดก็ได้
4.อย่าซื้อโยเกิร์ตที่มีน้ำตาล มีแป้งข้าวโพด หรือผ่านการพาสเจอไรซ์ เพราะกระบวนการดังกล่าวจะฆ่าเชื้อโปรไบโอติกส์ ซึ่งนั่นจะลดประโยชน์ของโยเกิร์ตอย่างมาก
อ้างอิงจาก
ที่มา : www.kapook.com
: www.sanook.com
: www.foodnetworksolution.com



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น