วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

ประโยชน์จากการรับประทานโยเกิร์ตและข้อแนะนำในการทาน

หลังจากที่เพื่อนๆได้รู้ถึงความหมายของคำว่า โยเกิร์ต และ ต้นกำเนิดของโยเกิร์ตกันไปแล้ว ต่อไปก็จะเป็นการบอกถึงคุณประโยชน์ของโยเกิร์ตที่มีต่อร่างกายในด้านต่างๆ รวมถึงจะพาเพื่อนไปรู้จักวิธีการกินที่เหมาะสมอีกด้วย

 อะไรที่อยู่ในโยเกิร์ต


ภาพโดย www.thaigoodview.com

คือแบคทีเรีย ในกลุ่ม lactic acid bacteria
เชื้อสองชนิดนี้จะใช้น้ำตาลแลกโทส (lactoseในนม เป็นแหล่งพลังงาน และสร้างกรดแลกติก (lactic acidรวมทั้งสารที่ให้กลิ่นรสออกมา กรดแลกติกที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้เคซีน (caseinซึ่งเป็นโปรตีนหลักในนม สูญเสียสภาพธรรมชาติ (protein denaturationทำให้เกิดการรวมตัวกัน และตกตะกอนลงบางส่วน นอกจากนี้อนุภาคเคซีนบางส่วนยังไปเกิดปฏิกิริยากับแอลฟา-แลคตาลบูมิน (alpha -lactalbuminและ บีตา-แลคโตโกลบูลิน ( beta-lactoglobulinซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ในหางนม ทำให้เกิดเจล (gelซึ่ง ร่างแหองค์ประกอบที่มีความคงตัวและ
เชื้อสองชนิดนี้เกื้อกูลกัน การใช้เชื้อสองชนิดร่วมกัน จะผลิตโยเกิร์ตได้รวดเร็ว มีกลิ่น และรสชาดดีกว่าใช้เชื้อชนิดใดชนิดหนึ่งดังนี้
  • Streptococcus thermophilus เจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 40 ซ ในสภาพที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำหรือไม่มีออกซิเจน จะเปลี่นน้ำตาลแลคโตส (lactose)น้ำนม เป็นกรดอินทรีย์ ได้แก่กรดแลคติก (lactic acidและยังสร้างกรดฟอร์มิก (formic acidทำให้ pH ลดลง ประมาณ 5.5 ซึ่งส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในกลุ่มLactobacillus
  • Lactobacillus bulgaricus เจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 40-45 ซ สามารถเปลี่ยนกรดแลคติกเป็นอะเซติลดีไฮด์ (acetyldehyde) ซึ่งเป็นสารให้กลิ่นรสของโยเกิร์ต และ สร้างเอนไซม์ โปรติเอส (proteaseซึ่งจะย่อยโปรตีน (protien) ในนม ให้ได้กรดอะมิโน (amino acidโดยเฉพาะฮีสติดีน (histidineซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของStreptococcus thermophilus
  • แบคทีเรียอื่นที่อาจใช้ในการผลิตโยเกิร์ตได้แก่ ไบฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) แล็กโตบาซิลลัส อะซิโดฟิลัส (Lactobacillus acidophilus) ในโยเกิร์ตจะยังมีจุลินทรีย์ใช้ในการหมักบ่มที่มีชีวิตคงเหลืออยู่

ประโยชน์จากการรับประทานโยเกิร์ต


ภาพโดย www.thaigoodview.com


1. โยเกิร์ตย่อยง่ายกว่านม
     สาวๆ  หลายคนร้องอี้เมื่อได้ยินคำว่านม  ก็เพราะว่าดื่มนมทีไรมีอันต้องวิ่งเข้าห้องน้ำกันแทบไม่ทันกันเลยทีเดียว  นั่นเพราะว่าคุณนั้นไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสที่อยู่ในน้ำนมได้  แต่ถ้าคุณหันมาทานโยเกิร์ตรับรองได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องท้องเสียอย่างแน่นอนจ้า  เพราะขั้นตอนการทำโยเกิร์ตนั้นน้ำตาลแลตโตสจะถุกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกาแลคโตสและกลูโคส  โยเกิร์ตจึงทานง่ายแถมยังย่อยง่ายไร้ปัญหา


2. โยเกิร์ตดีต่อลำไส้
     โยเกิร์ตประกอบไปด้วยแบททีเรียแลตโตบาซิลัสมากมาย  ที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ของเราโดยตรงเลยล่ะ  เพราะว่าเจ้าแบทีเรียตัวนี้จะไปช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้  แถมยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคต่างๆ  ที่เกี่ยวกับลำไส้อีกด้วย


3. โยเกิร์ตช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย
     มีการวิจัยมาแล้วนะว่าการทานโยเกิร์ตวันละ 2 ถ้วยนานติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือนรับรองว่าแบททีเรียตัวดีในโยเกิร์ตนั้นจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายของคุณให้แข็งแรงขึ้นอีกหลายเท่า  แล้วก็ไม่ป่วยง่ายอีกด้วย


4. โยเกิร์ตช่วยลดเชื้อราฆ่าเชื้อโรค
     เชื่อไหมว่าการทานโยเกิร์ตทุกวันจะสามารถช่วยลดเชื่อราที่ช่องคลอดได้  แถมลดการติดเชื้อที่ช่องคลอดได้อีกต่างหาก  สาวคนไหนกลุ้มเฮดกับเรื่องเชื้อราของน้องหนูเราอยู่นั้น  ลองหันมาทานดูสิ  รับรองว่าหายเป็นปลิดทิ้งเลย  นอกจาดนี้แล้วยังช่วยให้ช่วงมีประจำเดือนทุกครั้งควรทานโยเกิร์ตเป็นประจำด้วยเราะสะพคุณของเจ้าโยเกิร์ตนี้จะช่วยลดเชื้อรานั้นเอง  แล้วก็ช่วยกำจัดเชื้อโรคในช่องคลอดเราด้วย


5. โยเกิร์ตอุดมไปด้วยแคลเซียม
     โยเกิร์ตถ้วยโปรดของคุณนั้นอุดมไปด้วยแคลเซียมแบบเต็มเปี่ยมถ้วยเลยแหละ  เผลอๆ  มากกว่าวะด้วยซ้ำ  ทานบ่อยๆ  ก็จะเป็นการเพิ่มแคลเซียมให้กับร่างายเรา  แถมยังช่วยดูดซึมแคลเซียมได้ดีอีกด้วย  ฟันธงเลยแหละว่าทานบ่อยๆ  ห่างไกลโรคกระดูกพรุนแน่นอนครับ


6. โยเกิร์ตช่วยลดกลิ่นปาก  ฟันผุ  โรคเหงือก
     มีการวิจัยจากแดนปลาดิบโน้นว่า  การเลือกทานโยเกิร์ยสูตรไร้น้ำตาลนั้นจะช่วยลดอาการกลิ่นตุๆ  ที่ปากได้  นอกจากนี้แมงก็ไม่มีทางกินฟันให้ผุแน่นอน  แถมยังไม่มีโรคเหงือกให้เจ็บปวดเล่นอีกด้วยล่ะ  ขอบอกนิดๆ  น่ะว่าที่เราไม่มีกลิ่นมากนั้นก็เนื่องมาจาก แบททีเรียสองสหายทั้งแลคโตบาซิลลัสและสเตร็ปโตค็อสคัส  ต่างช่วยกันขยันขันแข็งทำลายปริมาณไฮโดรเจนซัสไฟด์ที่เป็นต้นเหตุของอาการกลิ่นปากนั้นเอง


7. โยเกิร์ตช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
     แบททีเรียตัวเก่งอย่างแลลโตบาซิลัสที่ทมีอยู่เยอะแยะในโยเกิร์ตนั้น  ขอบอกว่าเจ้าตัวนี้เก่งมากๆ เพราะว่าสามารถช่วยควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอลและกลีเซอร์ไรด์ในกระแสเลือดเราไม่ให้สูงเกินไปได้  ทำให้เราไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจนั่นเอง


กินโยเกิร์ตอย่างไร           


  ภาพโดย lifestyle.th.msn.com

       1.กินเป็นของว่างทุกวัน จะช่วยให้คุณอิ่ม และมีพลังงานมากกว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีแคลอรีพอ ๆ กัน 
          2.กินโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ส่วนใหญ่แล้วจะแต่งกลิ่นผลไม้ และเติมน้ำตาล ดังนั้น เลือกรสธรรมชาติดีกว่า
          3.มิกซ์แอนด์แมตช์ หากคุณเบื่อการกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ลองเติมผลไม้สด หรือใช้โยเกิร์ตแทนน้ำสลัดก็ได้
          4.อย่าซื้อโยเกิร์ตที่มีน้ำตาล มีแป้งข้าวโพด หรือผ่านการพาสเจอไรซ์ เพราะกระบวนการดังกล่าวจะฆ่าเชื้อโปรไบโอติกส์ ซึ่งนั่นจะลดประโยชน์ของโยเกิร์ตอย่างมาก




อ้างอิงจาก

ที่มา : www.kapook.com
         : www.sanook.com
         : www.foodnetworksolution.com



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น