หลังจากที่เพื่อนๆได้รู้ถึงคุณประโยชน์และช่วงที่เหมาะสมของการกินโยเกิร์ตกันไปแล้วนะครับ
ต่อจากนี้ก็จะเป็นการแนะนำการทำโยเกิร์ตที่เพื่อนๆสามารถทำทานเองได้ที่บ้าน
การใช้ประโยชน์ของโยเกิร์ตกับผิวของเรา ทั้งยังมีวิธีเลือกซื้อโยเกิร์ตที่เหมาะสมกับตนเองอีกด้วยครับ
รู้อย่างนี้แล้วเพื่อนๆก็อย่ารอช้าดีกว่า ไปอ่านกันเลยยนะจ๊ะ ^^
วิธีการทำโยเกิร์ตแบบง่ายๆ ที่ทำเองได้ที่บ้าน
ภาพโดย www.bansuanporpeang.com
เป็นวิธีสำหรับผู้ที่ต้องการผลิตโยเกิร์ตทานเองที่บ้าน
มีวิธีการทำที่จะแนะนำดังนี้
ส่วนผสมสำหรับโยเกิร์ต ประมาณ 500 ml.
1. นมสดพาสเจอร์ไรส์ หรือนม UHT เป็นแบบธรรมดา หรือพร่องไขมันก็ได้ 425 g. หรือ 2 ถ้วยตวง
2. นมผงแบบนมผงธรรมดาหรือนมผงขาดมันเนย 75 g. หรือ 5 ช้อนโต๊ะ
3. โยเกิร์ตถ้วยรสธรรมชาติ 75 g. หรือครึ่งถ้วยโยเกิร์ต
1. นมสดพาสเจอร์ไรส์ หรือนม UHT เป็นแบบธรรมดา หรือพร่องไขมันก็ได้ 425 g. หรือ 2 ถ้วยตวง
2. นมผงแบบนมผงธรรมดาหรือนมผงขาดมันเนย 75 g. หรือ 5 ช้อนโต๊ะ
3. โยเกิร์ตถ้วยรสธรรมชาติ 75 g. หรือครึ่งถ้วยโยเกิร์ต
วิธีการทำ
1. ตุ๋นนมในหม้อตุ๋น หรือใช้หม้อสองใบซ้อนกัน ใบนอกใส่น้ำต้มให้น้ำเดือดและใบในใส่นม (เพื่อไม่ให้นมไหม้)
2. พอนมเริ่มอุ่น ละลายนมผงลงในน้ำนม
3. ให้ความร้อนกับน้ำนมที่อุณหภูมิ 95C เป็นเวลา 5 นาที ถ้าไม่มีที่สัดอุณหภูมิให้ดูลักษณะของน้ำนมที่ร้อนจนคล้ายนมใกล้เดือดแล้วจับเวลา
4. ยกลง ลดความร้อนของน้ำนมลงโดยใช้น้ำเย็นไหลผ่านด้านนอกของภาชนะที่ใช้ต้มนม หรือแช่ในน้ำแข็ง จนอุณหภูมิของนมอยู่ที่ประมาณ 45C หรืออุ่นพอที่จะทนได้เมื่อทดสอบโดยการหยดนมลงบนหลังมือ
5. เติมโยเกิร์ตรสธรรมชาติลงไปในน้ำนม คนเบา ๆ ให้เข้ากัน
6. ปิดฝา บ่มทิ้งไว้ที่อุณหภูมิ 43C เป็นเวลา 4-6 ชั่วโมง ถ้าไม่มีตู้บ่มสามารถใช้กล่องโฟมหรือกล่องที่สามารถเก็บความร้อนได้ใส่น้ำนมนั้นและบ่มเป็นเวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง หรือบ่มไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 8-10 ชั่วโมง จนกว่าจะได้เนื้อโยเกิร์ตที่เปรี้ยมตามที่ต้องการ
1. ตุ๋นนมในหม้อตุ๋น หรือใช้หม้อสองใบซ้อนกัน ใบนอกใส่น้ำต้มให้น้ำเดือดและใบในใส่นม (เพื่อไม่ให้นมไหม้)
2. พอนมเริ่มอุ่น ละลายนมผงลงในน้ำนม
3. ให้ความร้อนกับน้ำนมที่อุณหภูมิ 95C เป็นเวลา 5 นาที ถ้าไม่มีที่สัดอุณหภูมิให้ดูลักษณะของน้ำนมที่ร้อนจนคล้ายนมใกล้เดือดแล้วจับเวลา
4. ยกลง ลดความร้อนของน้ำนมลงโดยใช้น้ำเย็นไหลผ่านด้านนอกของภาชนะที่ใช้ต้มนม หรือแช่ในน้ำแข็ง จนอุณหภูมิของนมอยู่ที่ประมาณ 45C หรืออุ่นพอที่จะทนได้เมื่อทดสอบโดยการหยดนมลงบนหลังมือ
5. เติมโยเกิร์ตรสธรรมชาติลงไปในน้ำนม คนเบา ๆ ให้เข้ากัน
6. ปิดฝา บ่มทิ้งไว้ที่อุณหภูมิ 43C เป็นเวลา 4-6 ชั่วโมง ถ้าไม่มีตู้บ่มสามารถใช้กล่องโฟมหรือกล่องที่สามารถเก็บความร้อนได้ใส่น้ำนมนั้นและบ่มเป็นเวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง หรือบ่มไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 8-10 ชั่วโมง จนกว่าจะได้เนื้อโยเกิร์ตที่เปรี้ยมตามที่ต้องการ
การใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆจากโยเกิร์ต
หลายคนคงสงสัยว่านอกจากเราจะได้คุณประโยชน์ทางสารอาหารจากการทานโยเกิร์ตแล้ว ยังมีวิธีใหนอีกบ้างที่น่าจะใช้ประโยชน์จากโยเกิร์ตได้ ผมก็เลยจะพาเพื่อนๆไปรู้จักวิธีใช้ประโยชน์จากโยเกิร์ตอีก 2 วิธีที่นิยมใช้กันมาก จะเป็นวิธีเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์แบบไหน มีเรื่องราวที่น่าสนใจแค่ไหน ไปอ่านต่อกันเลยครับ > <
การบำรุงผิวหน้าด้วยโยเกิร์ต
ภาพโดย www.tegclub.com
โยเกิร์ตให้ประโยชน์อะไรกับผิวหน้าเราบ้าง
ในโยเกิร์ตมีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสและแลคติค
ที่ช่วยกำจัดสิ่งปกปรกบนรูขุมขน ลดสิวผดและความมันให้น้อยลง
ทั้งยังมีวิตามินบีที่ช่วยบำรุงผิวหน้าให้ชุ่มชื่น เนียนสดใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เปลี่ยนผิวหน้าที่เคยหมองคล้ำหยาบกร้านให้สวยขึ้นได้
และโยเกิร์ตก็ยังมีราคาที่ไม่แพง
วิธีการพอกหน้า
ล้างทำความสะอาดผิวหน้าและมือให้สะอาด
จากนั้นให้เลือกใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย(ต้องแช่ตู้เย็นเพื่อเพิ่มชุ่มเย็นและประสิทธิภาพให้โยเกิร์ต) ทาให้ทั่วใบหน้าแล้วจึงใช้ปลายนิ้วนวดเบา ๆ ประมาณ 20 นาทีหรือรอจนแห้ง แล้วล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น
ซึ่งวิธีนี้สามารถพอกบำรุงผิวหน้าได้ทุกวัน *(อาจผสมอย่างอื่น
ลงไปได้นะครับ เช่น น้ำผึ้ง เกลือ ผสมลงไปกับโยเกิร์ตเล็กน้อย) วิธีนี้สามารถใช้ได้ทุกส่วนของร่างกายเลยนะครับ
การบำรุงผมด้วยโยเกิร์ต
ภาพโดย pr.ladytips.com
โยเกิร์ต คือหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมที่มีแคลเซียมสูง
มีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์อีกเพียบ
แถมยังมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ช่วยในเรื่องการขับถ่ายด้วย
นอกจากเรื่องกินแล้วก็ยังนำมาผสมเป็นมาส์กและสครับสำหรับผิวได้ด้วย
แต่ไม่ใช่แค่ผิวพรรณเท่านั้นนะคะ โยเกิร์ตรสธรรชาติไม่ผ่านการปรุงแต่งใด ๆ
ยังดีต่อเส้นผมของเราอีกมาก ๆ ด้วย มาลองใช้โยเกิร์ตบำรุงผมดูบ้างก็ดีนะ
ผมจะได้รับประโยชน์เต็ม ๆ ดัง 6 ข้อต่อไปนี้เลย
1. ทำให้ผมแข็งแรงขึ้น
โปรตีนจากนมมีประโยชน์ที่วิเศษสุดสำหรับเส้นผม ทำให้เส้นผมแข็งแรงขึ้น แถมกรดแลคติกจากโยเกิร์ตยังกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือดที่หนังศีรษะ เส้นผมจึงได้รับอาหารหล่อเลี้ยงดีขึ้น ผมจึงแข็งแรงสุขภาพดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะ
2. ผมเปล่งประกายได้เต็มที่
นอกจากบำรุงให้ผมแข็งแรง โยเกิร์ตยังช่วยเพิ่มความน้ำหนักให้เส้นผมได้อย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อมาส์กผมด้วยโยเกิร์ตอย่างสม่ำเสมอผมที่ชี้ฟูจะดูลดลงได้ แถมยังหมดห่วงได้เลยว่าไม่มีสารเคมีที่ผสมมาอาจจะตกค้างแล้วทำร้ายเส้นผมในระยะยาวแน่นอน
นอกจากบำรุงให้ผมแข็งแรง โยเกิร์ตยังช่วยเพิ่มความน้ำหนักให้เส้นผมได้อย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อมาส์กผมด้วยโยเกิร์ตอย่างสม่ำเสมอผมที่ชี้ฟูจะดูลดลงได้ แถมยังหมดห่วงได้เลยว่าไม่มีสารเคมีที่ผสมมาอาจจะตกค้างแล้วทำร้ายเส้นผมในระยะยาวแน่นอน
3. บำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น
หากคุณกำลังมองหาวิธีที่จะเพิ่มความชุ่มชื้นให้เส้นผมได้ โยเกิร์ตนี่แหละที่จะให้คุณได้อย่างที่ต้องการ มันช่วยเติมความชุ่มชื้นให้เส้นผม เส้นผมจึงอ่อนนุ่มปัญหาผมกระด้างและพันกันจึงลดลง ลองมาส์กผมด้วยโยเกิร์ต 20 นาทีแล้วสระตามปกติ หรือมาส์กด้วยโยเกิร์ตผสมไข่แดงสัก 10 นาทีดูนะครับ
ภาพโดย www.beauty-veiw.com
4. ผมชี้และแตกปลายจะหายไป
ด้วยคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นแก่เส้นผม ปัญหาผมชี้ฟูและแตกปลายจึงค่อย ๆ จากไปจากคุณ เพียงใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติกับมะละกอสุกที่ผสมกันเนียนละเอียดจนเป็นครีม ใช้หมักผม 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ ดูนะจ๊ะ
ด้วยคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นแก่เส้นผม ปัญหาผมชี้ฟูและแตกปลายจึงค่อย ๆ จากไปจากคุณ เพียงใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติกับมะละกอสุกที่ผสมกันเนียนละเอียดจนเป็นครีม ใช้หมักผม 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ ดูนะจ๊ะ
5. สู้ปัญหารังแค
เมื่อโยเกิร์ตสดจับคู่กับน้ำมะนาวจะกลายมาส์กชั้นดีที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับปัญหารังแคและอาการคันหนังศีรษะ ทำให้หนังศีรษะรู้สึกสะอาดสดชื่นโดยที่ไม่แห้งเกินไปด้วยค่ะ
เมื่อโยเกิร์ตสดจับคู่กับน้ำมะนาวจะกลายมาส์กชั้นดีที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับปัญหารังแคและอาการคันหนังศีรษะ ทำให้หนังศีรษะรู้สึกสะอาดสดชื่นโดยที่ไม่แห้งเกินไปด้วยค่ะ
>>> เห็นไหมละครับว่า
โยเกิร์ตนั้นมีประโยชน์มากมายขนาดไหน จนเรียกได้ว่าป็น
ซุปเปอร์โยเกิร์ตเลยใช่ใหมล่ะ รู้อย่างนี้แล้วเพื่อนก็อย่ารอช้ารีบไปหามาทานกันเลยดีกเพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายเราแข็งแรงแล้วก็ยังมีรสชาดที่อร่อยอีกต่างหาก
ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อนๆก็ต้องพิจารณาดีๆก่อนซื้อด้วยนะ
แล้วต้องทานในสัดส่วนที่เหมาะสมถึงจะได้ประที่คุ้มค่ากับการรับประทาน
ซุปเปอร์โยเกิร์ต ^ ^
เทคนิคการเลือกซื้อโยเกิร์ตที่ถูกต้อง
ภาพโดย evhiver.exteen.com
- ควรเลือกซื้อโยเกิร์ตที่มีวันผลิตใกล้เคียงกับวันที่ซื้อมากที่สุด
หรือให้วันหมดอายุเหลือเวลานานหลายวัน
- เลือกซื้อรสธรรมชาติดีกว่าชนิดที่มีการปรุงแต่ง
จะได้รับคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า
ภาพโดย www.manager.co.th
- ถ้าอยากได้คุณค่าโปรตีนหรือแคลเซียม ควรเลือกดื่มนมสด (รสจืด)
ดีกว่า เพราะราคาถูกและคุณค่าทางโภชนาการดีกว่า
- แม้จะเป็นโยเกิร์ตรสธรรมชาติ แต่ทุกยี่ห้อมีน้ำตาล การอ้างว่าไขมันต่ำหรือไม่มีไขมันไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย โยเกิร์ต 1 ถ้วยที่นำมาทดสอบให้พลังงานระหว่าง 80-150 กิโลแคลอรี ถ้าอยากลดน้ำหนัก ให้กินอาหารหลักในปริมาณพอดีและงดโยเกิร์ตจะดีกว่า
- คนที่สุขภาพแข็งแรง และกินอาหารที่ดีมีประโยชน์อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกินโยเกิร์ตก็ได้
ข้อสุดท้าย นมเปรี้ยวชนิดพร้อมดื่ม (UHT) ได้รับความนิยมมากที่สุดเพราะรสชาติอร่อย แต่ไม่แนะนำให้ซื้อ โดยเฉพาะกับเด็กวัยเติบโต
เพราะนำนมพร่องมันเนยหรือหางน้ำนมมาหมักด้วยจุลินทรีย์แล้วแต่งด้วยสี
กลิ่น หรือน้ำผลไม้ เพื่อปรุงแต่งรสชาติ ปริมาณโปรตีนจะลดลงเพราะถูกเจือจางด้วยน้ำ
และได้รับน้ำตาลทรายเพิ่มขึ้น เพื่อให้รสหวานถูกลิ้นคนไทย
รู้ข้อมูลแล้วลองพิจารณากันดูว่าโยเกิร์ตแบบไหนเหมาะตัวเองกันนะครับ
อ้างอิงจาก
ที่มา : www.horapa.com
: www.webnaijai.com
: www.kapook.com
: www.sanook.com






.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น